การเทรดด้วยเทคนิค Price Action ไม่ต้องมีเครื่องมืออะไรช่วยก็เทรดได้ จะมือใหม่มือระดับเทพก็เอาไปใช้ได้ เพียงแค่รูปแบบ 5 รูปเบื้องต้นแบบต่อไปนี้
Highlight
- Price Action เป็นการอ่านกราฟเปล่าโดยที่ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือใดๆ เข้ามาช่วย ใช้เพื่อหาจุดเข้า-จุดออก ที่แม่นยำ
- รูปแบบของ Price Action ที่เจอบ่อยที่สุดได้แก่ Flag and Pole Pattern , Cup and Handle , Double Bottom , Double Top และ Ascending triangle
- ข้อดีของ Price Action คือ ใช้ได้กับสายเทรดสั้นและยาว ไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วย และใช้งานง่ายมาก ข้อเสียคือ ใช้ได้เฉพาะกราฟปัจจุบันและต้องใช้เวลาในการฝึกฝนพอสมควรจึงจะชำนาญ
- เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของการใช้ Price Action จะต้องใช้ควบคู่กับ Risk Management การทำ Backtest บ่อยๆ และต้องอ่านกราฟจากหลายๆ Timeframe ประกอบ
การเทรดด้วยกลยุทธ์ Price Action เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เทรดเดอร์หลายคนนิยมใช้ เพราะเมื่อเทียบกับกลยุทธ์การเทรดอื่นๆ แล้ว วิธีนี้ถือว่าง่ายที่สุด ไม่ต้องมีเครื่องมืออะไรช่วยก็เทรดได้ การเรียนรู้เกี่ยวกับ Price Action ถือว่าเป็นพื้นฐานที่เราควรรู้ก่อนเริ่มเทรด และถ้าเมื่อไหร่ที่คุณชำนาญในเรื่องการอ่าน Price Action แล้วล่ะก็ บอกเลยว่าชีวิตของคุณง่ายขึ้นอีกเยอะเลยแหละ
Price Action คืออะไร?
Price Action เป็นการอ่านแท่งเทียนเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของตลาดในขณะนั้น ใช้ในการหาจุดเข้า-จุดออก โดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมืออื่นเข้ามาช่วย พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ Price Action เป็นการเทรดด้วยการอ่านกราฟเพียวๆ นั่นแหละ
เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ Price Action
ก่อนที่เราจะไปดูรูปแบบของ Price Action แบบต่างๆ สิ่งที่เราควรรู้เป็นอันดับแรกก็คือเข้าใจก่อนว่า Price Action ว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว อย่างอื่นก็จะง่ายเอง สิ่งที่ต้องรู้ได้แก่
1.เทรนด์
- เป็นการสังเกตการเคลื่อนไหวของราคาซื้อขายในตลาดแบบเรียลไทม์ ว่าขณะนั้นตลาดเป็น Up Trend, Down Trend หรือ Side Way
2.แนวรับ, แนวต้าน และ Liquidity Zone
- แนวรับ (Support) คือ ระดับของราคาที่เมื่อเคลื่อนตัวลงมาถึงจุดๆ หนึ่งแล้วก็หยุด เพราะมีกำลังซื้อจากนักลงทุนเข้ามา ทำให้ราคาเริ่มกลับตัวขึ้น
- แนวต้าน (Resistance) คือ ระดับของราคาที่เมื่อเคลื่อนตัวขึ้นไปถึงจุดๆ หนึ่งแล้วหยุด เพราะมีนักลงทุนขายออก ทำให้ราคาเริ่มกลับตัวลง
- Liquidity Zone คือ โซนบนพื้นที่กราฟที่มีคำสั่งซื้อหรือขายของเทรดเดอร์อยู่เป็นจำนวนมาก
3.แท่งเทียน
- แท่งเทียนเป็นตัวช่วยบ่งบอก ข้อมูลสำคัญต่างๆ ได่แก่ ราคาสูงสุด-ราคาต่ำสุด, ราคาเปิด และราคาปิดในแต่ละช่วงเวลา
ข้อดี-ข้อเสียของการเทรดแบบ Price action
ก่อนที่จะเอาเทคนิคการเทรดแบบ Price action ไปใช้ ผมอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจเรื่องข้อดี-ข้อเสียก่อน ว่ามีอะไรบ้าง เหตุผลก็เพื่อให้เราเตรียมรับมือกับข้อเสียนั่นเอง จะได้ลดความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นด้วย
ข้อดีของ Price action
- ใช้งานง่าย เรียนรู้เสร็จเอาไปใช้ได้เลยไม่ต้องอาศัยเทคนิคขั้นเทพในการอ่านกราฟก็ได้ มือใหม่ก็ใช้ได้สบายมาก
- เหมาะกับเทรดเดอร์ทุกรูปแบบ ทั้งสายเทรดสั้นแหละสายเทรดยาว
- ช่วยระบุจุดเข้า-จุดออกตลาดได้แม่นยำ บางทีอาจจะดีกว่าการใช้ Indicator ด้วยซ้ำไป
- ไม่ต้องใช้ Indicator เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์เลย
ข้อเสียของ Price action
- ต้องฝึกให้ชำนาญด้วยตนเองเท่านั้น จะยืมมือคนอื่นหรือใช้เครื่องมือช่วยไม่ได้ คนฝึกจะต้องยอมเสียเวลาในการฝึกเอง
- ใช้ได้เฉพาะราคาที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น
- ผลลัพธ์ที่ได้จากการอ่านกราฟ Price action ของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน
- เกิดอาการท้อหรือถอดใจได้ง่ายเพราะไม่มีเครื่องมือช่วย
5 รูปแบบของ Price action ที่พบเจอบ่อย
สำหรับคนที่กำลังหาเทคนิคการเทรดอยู่ แนะนำเลยกับ 5 รูปแบบของ Price action ต่อไปนี้ พยายามดูให้เข้าใจแล้วลองนำไปใช้
1.Flag and Pole Pattern
การเข้าเทรดในรูปแบบ Flag and Pole Pattern ให้เข้าตอนที่ราคาได้วิ่งผ่านจุดแนวรับตามทิศทางของแนวโน้มไปแล้ว
- หรือจะเรียกอีกว่ารูปแบบธงและเสาธงก็ได้ มักเกิดขึ้นตอนที่ตลาดมีแนวโน้มที่แข็งแกร่ง
- เริ่มจากการราคาเคลื่อนไหวในตลาดที่เป็นขาขึ้นอย่างรวดเร็ว (เสา)
- จากนั้นราคาก็เริ่มมีการกลับตัวลงโดยวิ่งสวนทางกับทิศทางของเสา (ธง)
- รูปแบบนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าราคาจะทะลุแนวรับตามทิศทางของแนวโน้ม
2.Cup and Handle
การเข้าเทรดในรูปแบบ Cup and Handle ให้เข้าหลังจากราคาผ่านทะลุเส้นที่เรากำหนดเอาไว้ตามรูปภาพในตัวอย่าง
- ให้จำง่ายๆ ว่าลักษณะจะเหมือนกับถ้วยชาบนกราฟ แสดงให้เห็นการเคลื่อนไหวของราคาที่มีทิศทางเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง
- โดยเริ่มจากการสร้างฐานถ้วยและที่มีขนาดใหญ่และย่อตัวลงเล็กน้อยคล้ายกับหูจับตามลำดับ
- รูปแบบนี้ชึ้ให้เห็นว่าราคาน่าจะทะลุขึ้นไปตามทิศทางของหูจับ
3.Double Bottom
การเข้าเทรดในรูปแบบ Double Bottom ให้เข้าหลังจากที่ราคากำลังกลับตัวขึ้นตามตัวอย่างในรูปภาพ
- สังเกตง่ายๆ ว่าเมื่อเราวาดเส้นออกมาแล้วจะเป็นเหมือนกับตัว W ซึ่งถือเป็นแนวโน้มขาขึ้นหลังจากที่แนวโน้มขาลงได้เกิดขึ้นแล้วก่อนหน้านี้
- รูปแบบ Double Bottom เป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวรับที่แข็งแกร่งมาก
- รูปแบบนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าราคากำลังจะกลับตัวสูงขึ้น
4.Double Top
การเข้าเทรดในรูปแบบของ Double Top ให้เข้าหลังจากที่ราคาทะลุจุด Breakout ลงมาแล้วเหมือนในรูปภาพ
- รูปแบบจะคล้ายๆ กับ Double Bottom แต่กลับหัวลงกลายเป็นตัว M ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มขาลงหลังจากเกิดแนวโน้มขาขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้
- รูปแบบ Double Top แสดงให้เห็นถึงแนวต้านที่แข็งแกร่ง
- รูปแบบนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าราคากำลังจะปรับตัวลดลง
5.Ascending triangle
การเข้าเทรดรูปแบบ Ascending triangle ให้เข้าตอนราคาได้ทะลุแนวต้านขึ้นไปแล้วเหมือนในรูปภาพ
- รูปแบบสามเหลี่ยมขาขึ้น มักเกิดขึ้นหลังเกิดแนวโน้มขาลง
- เส้นแนวนอนด้านบนคือเส้นแนวต้าน ส่วนส่วนลาดขึ้นด้านล่างคือเส้นแนวรับ
- ถ้าหากราคาสามารถทะลุแนวด้านได้ แสดงว่ามีโอกาสเกิดแนวโน้มขาขึ้นใหม่
เคล็ดลับการใช้ Price Action ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ถ้าอยากจะอ่าน Price Action ให้เก่งๆ ก็ต้องมีกลยุทธ์มีเทคนิคเพิ่มเติมบ้างเป็นองค์ประกอบเสริม จะทำให้เราอ่านได้แม่นยำยิ่งขึ้น มีอะไรบ้างที่เราควรไปทำเพิ่มเติม
1.ฝึกทำ Backtest บ่อยๆ
- การทำ Backtest เป็นการ ทดสอบกลยุทธ์ด้วยกราฟจริง ซึ่งจะได้อารมณ์เหมือนกับเราเทรดจริงเลย
- วิธีนี้จะทำให้เราเข้าใจ Price Action และวิเคราะห์ได้แม่นยำขึ้น และเป็นการประเมินได้ด้วยว่าผลลัพธ์ของเราเป็นอย่างไร แค่จดบันทึกเป็นสถิติเอาไว้ดูย้อนหลัง และจะปรับปรุงตรงไหนได้บ้าง
2.ดูกราฟหลายๆ Timeframe
- อาจจะดูจากภาพกว้างมาเล็ก เช่น จาก Timeframe Day เพื่อดูแนวโน้มหลักมา 4h 1h 30m 15m 5m 1m ตามลำดับ เพื่อหาจุดเข้าที่มีความแม่นยำมากขึ้น
3.ต้องใช้ควบคู่กับ Risk Management
- การบริหารความเสี่ยงการเทรดเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับคนที่เป็นเทรดเดอร์ เพราะจะทำให้เราไม่เสี่ยงขาดทุนเยอะเกินไป
- พยายามออก Lot ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้ ที่สำคัญควรตั้ง Take Profit และ Stop Loss ทุกครั้ง
- ควร กำหนดอัตราส่วน Risk-Reward ที่เหมาะสมกับตัวเรา เช่น 1:1, 1:2 หรือ 1:3
4.อย่ายึดติดกับแผนเดิมๆ
- พยายามหารูปแบบใหม่หรือ กลยุทธ์ใหม่มาลองใช้ อยู่เสมอ เพื่อหาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ามาปรับใช้
สรุปท้ายบท
ตอนนี้เราก็ได้เข้าใจเกี่ยวกับ Price Action แล้ว และยังได้รู้รูปแบบของกราฟที่จะช่วยให้คุณเทรดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าทุกคนดูและเข้าใจจนสามารถเอาไปใช้ได้แล้ว เชื่อว่าจะทำให้คุณเทรดได้รอบคอบยิ่งขึ้น ไม่เข้า-ออกมั่วๆ ไม่ต้องเทรดตามอารมณ์ของตัวเองอีกต่อไป แค่ทำตามรูปแบบที่เราได้ศึกษามาแล้วเท่านั้นก็พอ
แน่นอนว่าการจะอ่านรูปแบบของ Price Action เราจะไปบังคับให้มันเก่งในครั้งเดียวหรือในเวลา 20-30 นาทีไม่ได้ คุณจะต้องใช้เวลาและการฝึกฝนพอและต้องมีความอดทนสมควร แต่เชื่อเถอะครับว่า ถ้าเรายอมเสียเวลากับมันมากพอ ยังไงผลลัพธ์ที่ดีก็ต้องตามมาแน่นอน แล้วเราจะเป็นเทรดเดอร์ที่เก่งกาจโดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ เข้ามาช่วยเลย ถ้างั้นเราก็ควรมาลองดูกันมันสักตั้งดีกว่าไหม






