Supply & Demand Zone นับว่าเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่เทรดเดอร์หลายคนใช้เพื่อหาจุดเข้าซื้อขายสินทรัพย์ต่างๆ อย่างแม่นยำ เพราะกลไกตลาดพื้นฐานอย่างอุปสงค์และอุปทานจะเป็นตัวบ่งบอกอยู่แล้วว่าจังหวะไหนควรเข้าซื้อหรือขายบ้าง ถ้าสามารถมองกราฟได้อย่างแม่นยำ เห็นจุดเข้าทำกำไรของ “เจ้ามือ” ได้แบบคมๆ แล้วซื้อขายตามได้ถูกจังหวะ โอกาสทำกำไรของเราก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
Highlight ประเด็นสำคัญ
- Supply & Demand Zone คือเทคนิคที่ใช้มองสัญญาณการซื้อขายของเจ้ามือแล้วเทรดตามทิศทางเดียวกัน โดยมองจากภาพใน TF กว้างแล้วค่อยๆ มองใน TF แคบลงเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง
- Demand Zone คือโซนที่คาดว่าจะมีแรงซื้อมากกว่าแรงขาย ส่วน Supply Zone จะเป็นทางกลับกัน คือโซนที่คาดว่าจะมีแรงขายมากกว่าแรงซื้อ
- การใช้ Supply & Demand Zone จะต้องกำหนดจุด Stop loss และ Take Profit เอาไว้ให้เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยในการเทรด
Supply & Demand Zone ในตลาดการลงทุนคืออะไร?
Supply & Demand Zone คือพื้นที่ส่วนหนึ่งบนกราฟที่เกิดการซื้อหรือขายเป็นจำนวนมาก มองเห็นแท่งเทียนปุ๊บก็จะรู้เลยว่าช่วงนี้ถ้าเข้าซื้อขายแล้วจะมีโอกาสได้กำไรมากขึ้น ซึ่งเทคนิค Supply & Demand Zone นี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อ “เจ้ามือ” หรือธนาคารระดับโลกหรือพวกกองทุนใหญ่ๆ เห็นจังหวะที่เหมาะสมแล้วเริ่มเข้าซื้อขาย ถ้าเรามองเห็นจังหวะแล้วซื้อขายตามด้วยความคิดแบบเดียวกันก็มีโอกาสได้กำไรตามไปด้วย
วิธีการมองหา Supply & Demand Zone จะต้องมองจาก Time Frame ใหญ่ๆ เพื่อมองภาพกว้าง แล้วค่อยๆ เจาะให้แคบลงไปเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของโซนนั้นอีกทีคล้ายกับการดูแผนที่บอกทาง โดยทั่วไปจะมีหลักในการปรับ Time Frame ดังนี้
- Time Frame 4H หรือ 1H: ใช้มองภาพกว้างๆ เพื่อหารูปแบบโซนที่เกิดขึ้น
- Time Frame 1H หรือ 15M: ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของสัญญาณโดยดูจากไส้เทียน หรือใช้ Indicator ต่างๆ เช่น Moving Average เข้ามาช่วยได้
- Time Frame 15M หรือ 5M: ใช้เมื่อต้องการเปิดออเดอร์ รอให้ถึงจังหวะกลับตัวหรือเห็นปริมาณการซื้อขายเปลี่ยนกะทันหันแล้วค่อยเปิดออเดอร์
Supply & Demand Zone มีแบบไหนบ้าง
การจะนำ Supply & Demand Zone มาใช้ได้ก็ต้องรู้ความหมายและวิธีดู Supply กับ Demand กันก่อน
- Demand Zone หรือโซนที่คาดว่าจะมีแรงซื้อมากกว่าแรงขาย (ทฤษฎีเดียวกับ แนวรับ ) เป็นช่วงที่เจ้ามือทั้งหลายมองแล้วว่าน่าซื้อ ถ้ามองจากกราฟจะเห็นแท่งสีเขียวยาวๆ (ต้องมีเนื้อเทียนเกิน 80% ของแท่ง) แล้วให้ซื้อตามเพราะราคากำลังจะขึ้นอีกรอบ แบ่งออกมาได้เป็น 2 แพทเทิร์นย่อย
- Drop Base Rally (DBR) คือช่วงที่ราคาร่วงลงมาและมีการพักตัวเป็น Base (หรือแท่งเทียนชุดเล็กๆ) ก่อนที่จะมีแรงซื้อดันราคาขึ้นไปอีกครั้ง ช่วงนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากราฟกำลังจะกลับตัว
- Rally Base Rally (RBR) คือช่วงที่ราคากำลังปรับตัวขึ้นและมีการพักตัวเป็น Base ก่อนที่จะมีแรงซื้อดันราคาขึ้นต่อ ช่วงนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากราฟกำลังจะติดเทรนขาขึ้นแล้ว
- Supply Zone หรือโซนที่คาดว่าจะมีแรงขายมากกว่าแรงซื้อ (ทฤษฎีเดียวกับแนวต้าน) เป็นช่วงที่เจ้ามือทั้งหลายมองแล้วว่าน่าขาย ถ้ามองจากกราฟจะเห็นแท่งสีแดงยาวๆ (ต้องมีเนื้อเทียนเกิน 80% ของแท่ง) แล้วให้ขายตามเพราะราคากำลังจะลงอีกรอบ แบ่งออกมาได้เป็น 2 แพทเทิร์นย่อยตรงข้ามกับ Demand Zone
- Rally Base Drop (RBD) คือช่วงที่ราคาพุ่งขึ้นและมีการพักตัวเป็น Base ก่อนที่จะมีแรงขายดันราคาให้ร่วงลงไป ช่วงนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากราฟกำลังจะกลับตัว
- Drop Base Drop (DBD) คือช่วงที่ราคากำลังปรับตัวลงและมีการพักตัวเป็น Base ก่อนที่จะมีแรงขายดันราคาลงต่อ ช่วงนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากราฟกำลังจะติดเทรนขาลงแล้ว
หลักในการใช้ Supply & Demand Zone คือการมองสัญญาณเหล่านี้ให้ออกแล้วเทรดตามเจ้ามือให้ถูกทาง เพราะเมื่อเจ้ามือออกออเดอร์ซื้อหรือขายไปแล้ว หลังจากนั้นแนวโน้มตลาดก็มักจะไหลตามทิศทางนั้นไปด้วยอยู่ช่วงหนึ่ง ช่วงฝึกหัดควรเริ่มจากการออกออเดอร์เล็กๆ เมื่อมั่นใจว่ามองสัญญาณแม่นแล้วค่อยเพิ่มขนาดออเดอร์ไปทีละนิดจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
เงื่อนไขในการเข้าซื้อขายด้วย Supply & Demand Zone
เมื่อรู้ทฤษฎีหลักกันไปแล้วว่า Supply & Demand Zone คืออะไร มีรูปแบบอย่างไร เงื่อนไขในการเข้าซื้อขายหรือเปิด-ปิดออเดอร์โดยอาศัยโซนจะมีดังนี้
- ต้องรอสัญญาณที่ชัดเจนตรงตามรูปแบบเทคนิคการเทรด สังเกตแท่งเทียนยาวที่มีไส้เกิน 80% มีการพักตัวเป็น Base ก่อนกลับตัวเข้าโซน Supply หรือ Demand ให้เห็นแล้วค่อยเข้าซื้อขาย
- วาง Stop Loss เอาไว้ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของโซนเล็กน้อย โดยทั่วไปจะตั้งไว้ที่ประมาณ 5-15 จุดจากราคาเปิดออเดอร์
- วาง Take Profit เอาไว้ในจุดที่เหมาะสม อาจจะใช้เทียบกับจุดต่ำสุดหรือสูงสุดของโซนก่อนหน้า หรือใช้สูตร Risk-Reward Ratio เข้ามาช่วยก็ได้
สูตร Risk-Reward Ratio
Risk-Reward Ratio คือกำไรที่คาดหวังเอาไว้โดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น มีเอาไว้เพื่อใช้ประเมินว่าการเทรดครั้งนี้จะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ โดยจะมีสูตรคำนวณคือ
(Take Profit Price – Entry Price) ÷ (Entry Price – Stop Loss Price)
- Take Profit Price = ราคาที่ต้องการตั้ง Take Profit หรือราคาที่น่าจะไปถึง
- Stop Loss Price = ราคาที่ต้องการตั้ง Stop Loss หรือราคาที่ตัดสินใจขาย
- Entry Price = ราคาเข้าซื้อ ราคาที่ใช้เปิดออเดอร์
RR Ratio เป็นการนำ 2 สูตรมารวมกันคือสูตรคำนวณกำไรที่คาดหวัง หารด้วยสูตรการขาดทุนที่ยอมรับได้ จากตัวอย่างในรูปจะหมายความว่า ถ้าการลงทุนในครั้งนี้ประสบความสำเร็จจะได้รับผลตอบแทนมากกว่าความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น 1.5 เท่า ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
ตัวอย่างการใช้ Supply & Demand Zone
- ลากเส้น Moving Average แล้วดู แท่งเทียน ยาวๆ ที่ตัดกับเส้น MA เป็นสัญญาณแรก
- รอให้มีการพักตัวเป็น Base สั้นๆ ไม่เกิน 10 แท่ง แล้วค่อยเปิดออเดอร์ตาม
- ตั้งค่า Stop loss
- ถ้าเป็น Supply Zone มักจะตั้งไว้ที่ระยะประมาณ 5-15 จุดทางด้านบนของโซน
- ถ้าเป็น Demand Zone มักจะตั้งไว้ที่ระยะประมาณ 5-15 จุดทางด้านล่างของโซน
- ตั้งค่า Take profit ส่วนใหญ่มักตั้งไว้ที่จุดสูงสุดหรือต่ำสุดของโซนก่อนหน้า หรือคาดการณ์กำไรไว้ที่อย่างน้อย 2 เท่าของระยะที่ตั้ง SL เอาไว้ หรือใช้สูตร RR Ratio เข้ามาช่วยคำนวณก็ได้
การตั้ง Stop loss ช่วยลดความสูญเสีย ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ถ้ามองสัญญาณพลาดหรือทิศทางกราฟไม่เป็นอย่างที่คาดเอาไว้ก็จะไม่เจ็บหนัก โดยทั่วไปแล้วการใช้ Supply & Demand Zone จะตั้งระยะ SL เอาไว้สั้นๆ แค่ไม่กี่จุดได้เพราะตามทฤษฎีแล้วกราฟกำลังจะพุ่งขึ้นหรือลงอีกตามทิศทางที่เจ้ามือออกออเดอร์เอาไว้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้เทคนิค Supply & Demand Zone
- การมองสัญญาณผิดพลาด: สำหรับเทรดเดอร์ที่ยังมีประสบการณ์ไม่มากอาจจะมองสัญญาณผิดพลาด หรืออาจจะมอง Base ผิด ซึ่ง Base ที่เหมาะสมควรจะมีไม่เกิน 10 แท่ง และแท่งเทียนยาวที่เป็นสัญญาณแรกควรมีเนื้อเทียนมากกว่า 80% ของแท่งถึงจะเป็นสัญญาณที่ชัดเจน
- การเข้าซื้อขายผิดจังหวะ: จังหวะในการเข้าเทรดก็สำคัญไม่แพ้การมองสัญญาณ เพราะถ้าเปิดออเดอร์ช้าก็จะพลาดโอกาสทำกำไรไปอย่างน่าเสียดาย หรือถ้าไม่เชื่อสัญญาณแล้วเปิดออเดอร์ตรงข้ามกับแนวโน้มที่น่าจะเป็นก็ทำให้มีโอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน
- การซื้อขายมากเกินไป: แม้ Supply & Demand Zone จะเป็นเทคนิคที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ก็ยังมีโอกาสพลาดได้เช่นกัน รวมถึงบางครั้งระยะที่กราฟพุ่งอาจจะสั้นกว่าที่คิด ดังนั้นการเปิดออเดอร์แต่พอดี ไม่เปิด Lot ใหญ่เกินไปจึงช่วยลดความเสี่ยงได้
- ความประมาท: หลายครั้งที่เทรดเดอร์ประมาทเกินไปจนไม่ใช้ Stop Loss หรือ Take Profit ก็อาจทำให้ขาดทุนหรือกำไรลดลงได้ SL และ TP จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องนำมาใช้ร่วมกับการใช้ Supply & Demand Zone ทุกครั้ง
สรุป: Supply & Demand Zone ดีจริงไหม?
แม้ Supply & Demand Zone จะเป็นเทคนิคที่ใช้กันแพร่หลาย ได้ผลค่อนข้างดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดเลย บางครั้งสัญญาณที่เห็นอาจเป็นแค่ความบังเอิญ หรือบางครั้งก็เป็นแค่การมองสัญญาณผิด รวมถึงบางครั้ง “เจ้ามือ” หรือกองทุนใหญ่ๆ ทั้งหลายก็ยังพลาดได้เช่นกัน
ดังนั้นการจะใช้ Supply & Demand Zone ให้มีโอกาสได้กำไรกลับมามากที่สุดจึงต้องหัดมองสัญญาณกันอย่างรอบคอบ ดูกราฟให้แตก ตั้ง SL และ TP ให้เหมาะสมเพื่อป้องกันความเสี่ยง รวมถึงจะต้องหัดดูสัญญาณสำคัญกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีประสบการณ์มากขึ้น และยังสามารถทำเทคนิคอื่นๆ มาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรได้อีกด้วย
References
- เทคนิคการเทรด Forex แบบมือโปร: วิเคราะห์ Demand & Supply Zone, https://th.tradingview.com/chart/BTCUSD/ks4YLi5d/
- Supply and Demand Zones: A Simple Guide, https://www.luxalgo.com/blog/supply-and-demand-zones-a-simple-guide/
- Supply and Demand and How to Apply It in Forex, https://fbs.com/fbs-academy/traders-blog/supply-and-demand-and-how-to-apply-it-in-forex
- Supply & Demand Zones คือ อะไร โซนวิเคราะห์เห็นกำไร, https://uhas.com/supply-demand-zones/
- Demand Supply คืออะไร เรียนรู้เทคนิคเทรดแบบรายใหญ่, https://www.bravotradeacademy.com/en/knowledge/demand-supply/?srsltid=AfmBOoo5ZyNbZR6E5kdQR52FRxGrWxCkLnkik_J9rEznFJisJdEkEvBX
- Understanding and Trading with Supply and Demand Zones, https://www.axiory.com/trading-resources/basics/supply-demand-zones
- RR คืออะไร และคำนวณยังไง, https://www.mitrade.com/th/insights/shares/basics/what-is-rr#:~:text=Risk%20Reward%20Ratio%20คำนวณอย่างไร?%20RR%20=%20(ราคาเป้าหมาย,ราคาที่น่าจะไปถึงของหน่วยลงทุน%20ราคาเข้าซื้อ%20คือ%20ราคาที่ตัดสินใจซื้อหน่วยลงทุน%20ราคาที่ตัดขาดทุน%20คือ%20ราคาที่ตัดสินใจขายหน่วยลงทุน




